อัญเป็นคนเขีนบทความของนิตยสารสภานร.ที่ชื่อว่า เฌองดอย ของสภานร.ที่รร.ค่ะ
แต่ที่เขียน ก็ตามอารมณื เขียนบ้างไม่เขียนบ้าง ไม่มีความสำคัญอะไร
ไม่มีใครสนใจ
(พูดแบบสาวขี้งอน ความจริงก็มีคนอ่านนั่นแหละ เพราะมันอยู่ในเล่ม คนที่เปิดเล่มเขาก็ต้องอ่านมันเข้าไปสิเจ้าคะ ฮ่าๆๆ)
มีสิ่งนึงที่อัญเขียนไว้ และอัญชอบมันพอดู
เป็นเรื่องของต้นไม้สองต้นที่รร.ค่ะ
ที่อัญเขียนไว้ มีสองฉบับ สองเรื่อง
วันนี้ก๊อปมาให้อ่าน ลองอ่านกันดูนะคะ
(สั้นจริงๆ ต้องจำกัดหน้ากระดาษ....)
ตอนที่หนึ่ง เรื่องสั้นจากลานหูกวาง
เรื่องสั้นจากลานหูกวาง
เราทั้งคู่อยู่ที่โรงเรียนสาธิตมาหลายปีแล้ว
มันเป็นเรื่องที่ผ่านมาหลายปีดีดักเหลือเกิน
พวกเราเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสนามแห่งนี้
ตั้งแต่ฤดูกาลที่ใบไม้ผลิใบอ่อนจนชูช่อเต็มต้น จนใบไม้เปลี่ยนสี เรื่อยมาจนโรยรา
รับรู้ถึงทุกสรรพเสียงและร่วมกิจกรรมที่จัดบริเวณหน้าเสาธงมาไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่
ทุกอย่างในโรงเรียนแห่งนี้สนุกและร่าเริง
บางคราวก็เจือไว้ด้วยความซาบซึ้งและประทับใจ...
แต่พวกเราคงเห็นสิ่งต่างๆ
มามากเกินไปแล้วกระมัง มันจึงมีบ้างที่ช่วงเวลาแห่งความเหงาเข้าเกาะกินหัวใจของเราทั้งสอง
เหมือนเปลือกนอกอันชุ่มชื้นที่คอยห่อหุ้มเรามันแห้งและเปราะร่วนลงไปยังดิน
ผมรู้สึกแบบนี้ทุกฤดูร้อน...
อาจจะเป็นเพราะความเหงาล่ะมั้งที่ทำให้เราไม่เป็นเราอีกต่อไป
แต่กลับกลายเป็นผมและเธอ...
เย็นวันหนึ่ง
ตอนที่ไม่มีใครที่โรงเรียนแล้ว เหลือเพียงเราสองยืนอยู่หน้าตึกวิทย์กันลำพังอย่างทุกวัน
ผมเอ่ยถามเธอไปว่า เธออยากทำอะไรมากที่สุดในชีวิตนี้
แต่เธอทำเพียงแค่ปล่อยให้สายลมพัดผ่านท่อนแขนผอมและร่องนิ้วมือเรียวยาวของเธอ
เหม่อมองดูใบไม้ร่วงลงสู่ดินตรงกลางระหว่างที่ซึ่งเธอและผมยืนอยู่ก่อนจะเอ่ยย้อนถาม
“แล้วอยากทำอะไรล่ะ”
“ผม...” ผมอ้ำอึ้งไปกับคำถามนี้ “ผม...บางทีผมอาจจะแค่อยากเดินออกไปเท่านั้น
แค่อยากลองไปเยือนสถานที่ใหม่ๆ ดูเท่านั้น”
เธอยิ้มก่อนจะเปรยบอกผมว่า
“ฉันน่ะ...อยากเพียงนั่งลงและพักสักหน่อยเท่านั้น
หลังจากการยืนและเฝ้ามองโรงเรียนแห่งนี้มานานแสนนานแล้ว
แต่นายก็รู้ดีว่าเราไม่อาจทำแบบนั้นได้ หน้าที่ของพวกเราคือการยืนอยู่ตรงนี้
เป็นผู้เฝ้ามองที่ดี เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เงยหน้าขึ้นมองยอดไม้เขียวๆ
ของเราอย่างนี้ และเป็นร่มเงาให้กับพวกเด็กๆ ต่อไปแบบนี้ล่ะ ถึงตอนนี้เราจะเหงา
แต่เราก็คงไม่เหงานานนักหรอก พอเปิดเทอมเด็กๆ ก็จะกลับมาเจี๊ยวจ๊าวกันเต็มโรงเรียน
ไม่ให้ปู่ย่าอย่างเราต้องว้าเหว่ใจอีกหรอกนะ”
ผมฟังแล้วเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าก่อนจะตอบเห็นด้วยกับเธอ
“จริงสินะ”
พวกเราต้นหูกวางสองต้นมีหน้าที่ยืนอยู่ตรงนี้เพื่อเป็นร่มเงาให้เด็กๆ
ได้วิ่งเล่นและหัวเราะกันนี่นา...
ปิดเทอมฤดูร้อนนี้
ผมอาจจะเหงามากก็จริง แต่ถ้าเปิดเทอมเมื่อไหร่ล่ะก็...
ถ้าเปิดเทอมแล้ว...
ผมคิดถึงเสียงหัวเราะของบรรดานักเรียนก่อนจะค่อยๆ
ผลัดใบลงอย่างสุขใจ
...ต้องสนุกแน่เลย
นี่เป็นตอนเปิดตัวของบทความนี้ค่ะ
ตามมาด้วยตอนที่สอง
ตอนที่สอง ความลับของคนทั้งโรงเรียน
ความลับของคนทั้งโรงเรียน
ผมบอกคุณไปในเล่มก่อนว่า...เราสองคนรับรู้ทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งนี้
เอาเข้าจริงมันก็ไม่จริงหรอก
เด็กๆ
บางทีก็ออกไปหาความสนุกกันที่อื่น เขาไม่ได้นิยมจัดงานกันในลานหูกวางหรอกครับ
กิจกรรมที่ผมเห็น ส่วนมากจะเป็นชีวิตประจำวันของนักเรียนซะมากกว่า
ผมเห็นรอยยิ้ม
ได้ยินเสียงหัวเราะ เสียงคร่ำครวญ หวนไห้ สัมผัสได้ ถึงความเยือกเย็นของน้ำตา
ผมเคยเจ็บปวดแถวๆ ลำต้น เพราะถูกปลายนิ้วเล็กๆ แกะ ขูด แคะ ด้วยความโมโห
หรือแค่มันมือ หรือแค่คิดว่าเปลือกผมมันแห้งไปหน่อย
นี่คุณนักเรียน
เปลือกตรงนั้นน่ะ ผมยังใช้อยู่นะคร้าบ อย่าเพิ่งแกะไปสิคร้าบ โธ่เปลือกผม...หมดกัน
แกะของผมทำไม
คราวก่อนผมก็รักษาฟอร์มนิ่งดีนะ
พูดจาซึ้งๆ สบายๆ
เพราะผมเหงาด้วยมั้ง
คนมันกำลังเฮิร์ท พูดอะไรก็เพราะเป็นกวีไปซะหมด
ตอนนี้ที่ผมรั่วแตก
คงเพราะผมไม่ได้รักใคร
คนที่ไม่ได้รักใคร
จะเกรียนแค่ไหนก็ได้ ไม่ต้องห่วงภาพพจน์หรอกครับ อีกอย่าง
ช่วงหลังมานี่เด็กดันเรียกผมกับเธอว่าคุณปู่คุณย่าไปซะได้ อ่าว
พูดอย่างนี้ต้นไม้ไม่ปลื้มครับ เห็นต้นใหญ่ๆ
แบบนี้หัวใจผมยังหนุ่มยังแน่นดีทีเดียวเชียวนา
อายุของผมน่ะเหรอ
ความลับครับ
พูดถึงความลับ
เด็กๆ
ชอบมาคุยกันใกล้ๆเราสองคน บางก็กระซิบกระซาบ ส่งเสียงชี่ๆ ชู่ๆ แล้วสำทับว่า
ความลับนะ อย่าบอกใครล่ะ
แต่ผมรู้นะ
ผมได้ยิน
ผมเป็นคนที่เก็บเรื่องเมาท์
เรื่องซุบซิบ เรื่องหน้าแตก เรื่องรัก เรื่องหัวใจ ความลับของใครๆ
ทั้งโรงเรียนมาตลอดหลายรุ่นเลยนะครับ
ประสบการณ์หลายปีที่ผมสั่งสมมาทำให้ผมแค่ฟังผ่านๆ
ก็พอจะรู้ว่า พวกเด็กน้อยกำลังจะพูดเรื่องอะไร ไม่รู้ทำไม
แต่เรื่องราวของมนุษย์ก็ประมาณนี้แหละ บุคคลเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน
แต่เรื่องราวมันมักซ้ำกัน
ผมรู้ว่าพวกเธอกำลังบ่นเรื่องอะไรกัน
คาดการณ์ได้ด้วยว่าเรื่องมันจะไปจบที่ตรงไหน ผมฟังแล้วผมรู้ได้น่า
ว่าต้นไม้แห่งการแก้ไขปัญหาของพวกเธอจะเติบโตแข็งแรงเหมือนผมหรือตายซากเหมือนบางอย่างที่เธอแตะบอลไปโดนกันบ่อยๆ
น่ะ ที่พูดมานี่ไม่ได้อวดโอ่หรอกนะ
ผมพูดจริงๆ
ไม่เชื่อหรอกหรือ
ถ้าไม่เชื่อ
วันไหนที่พวกเธอเหนื่อยเกินไป
ก็ลองมาทางนี้สิ
มากระซิบเรื่องราวของเธอให้ผมฟัง
ผมจะรับฟังเอาไว้ และจะทำให้จิตใจของพวกเธอเข้มแข็งขึ้น
คนดี...อย่าทำหน้าอย่างนั้น
เธอจะไม่รู้จนกว่าเธอจะลองทำดู...ลองบอกความลับของเธอกับผมสิ
ผมคนนี้ไง
ที่รู้ความลับของคนทั้งโรงเรียน
ทีนี้ปัญหาคือ
อัญต้องเขียนตอนที่สามล่ะค่ะ
เป็นตอนปิดตัวของบทความนี้แล้ว
ปัญหาคือ
.
.
.
คิดไม่ออกค่ะขิโซออสสสสสส!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ให้ตายเถอะ
***
หลบไปเขียนมา และก็ได้นี่ (โพสเลย ไม่แคร์สื่อ)
ยาวพิเศษ เพราะจบไม่ลง = =;;
ตอนที่สาม คำพูดคำสุดท้ายของต้นไม้ในลานหูกวาง
คำพูดคำสุดท้ายของต้นไม้ในลานหูกวาง
เคยสงสัยไหม
ต้นหูกวางอย่างผม
เขียนหนังสือได้ยังไงในสองเล่มก่อนหน้านี้
ถ้าคุณไม่เคยสงสัย ก็เคยซะ
แล้วผมจะเล่าความจริงให้คุณฟัง
ความลับของผม
คนที่รู้ความลับของคนทั้งโรงเรียนคนนี้แหละ
...
เรื่องของเรื่องคือ “เธอคนหนึ่ง”
ไม่สิ เอาเป็นว่า “เด็กคนนั้น” น่าจะดีกว่า
ในโรงเรียนแห่งนี้มีเด็กคนหนึ่ง
ที่เหมือนจะเข้าใจอะไรไปซะทุกเรื่อง ทั้งเสียงกระซิบของลม ภาพวาดของเมฆ
และรหัสสีของท้องฟ้า เธอเข้าใจการพูดคุยของต้นไม้
และคุ้นเคยกับหมาแถวนี้เป็นส่วนใหญ่ ในบรรดาสรรพสิ่งมากมายที่เธอสามารถจะเข้าใจ
อาจจะเว้นเสียแต่มนุษย์
มนุษย์ในสายตาเธอช่างสับสนและน่างงงวยซะยิ่งกว่าเส้นมาม่าในชามที่อืดแล้วของเมื่อสามวันก่อน หัวสมองเล็กๆ
ที่เข้าใจในเสียงของต้นพืชมากกว่าผู้คนของเธอจึงเต็มไปด้วยเครื่องหมาย ???
อยู่เรื่อย และเธอก็มักจะมาระบายความมึนเอากับผม
ขอบอกเลยว่าแต่ละเรื่องที่แม่เด็กคนนั้นตเอามาเสนอ
ทำเอาต้นไม้อย่างผมมึนจนแทบจะล้มลงไปด้วยเหมือนกัน
หลังจากสนิทกันมากเข้า
เธอก็เริ่มตีซี้กับผม และหันมาใช้งานผมให้ช่วยปั่นต้นฉบับเฌองดอยให้
ด้วยการพูดง่ายๆ สบายๆ ว่า
“พี่หูกวาง เขียนคอลัมน์ให้หน่อยสิ”
โธ่แม่เจ้าประคุณ
ขี้เกียจเขียนเองเลยเอางานมาโยนให้ต้นไม้หัวใจ Artist อย่างผมเนี่ยนะ มันใช้ได้เสียเมื่อไหร่กันล่ะคุณหนู
แต่ด้วยความเปลือกแข็งแต่ใจอ่อนผมก็เลยยอมเขียนคอลัมน์ให้เธอมาสองเล่มติดต่อกัน
แม่เด็กน้อยของผมก็ร่าเริงดีที่เธอมีคนช่วยเขียนอะไรให้ ส่วนผมก็พูดบ่นอะไรไปตามเรื่องตามราวของผม
ต่างคนก็ไม่ได้เสียประโยชน์อะไร วันเวลาผ่านไป แต่ละวัน...
ผมมีความสุขกับช่วงเวลานี้
มีความสุขที่ได้ก้าวออกจากซอกหลืบแห่งความไร้เสียง และได้ตะโกนความคิดของผมดังๆ
ผ่านตัวอักษร ถ่ายทอดความเหงาและความสุขเป็นความเรียงให้คนทั้งโรงเรียนได้รับรู้
แต่แล้ว...
วันที่ผมไม่เคยคิดว่าจะมาก็มาถึง
วันที่เด็กคนนั้นยืนที่โคนต้นของผม
เงยหน้ามองอย่างทุกทีและเอ่ยเบาๆ ว่า
“นี่เป็นเล่มสุดท้ายในการทำเฌองดอยของหนูแล้ว
พี่อยากเขียนอะไร ก็ทำให้เต็มที่เลยนะจ๊ะ”
ผมเองก็อึ้งไปกับคำพูดนั้น
เวลา...เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยกลัว
มนุษย์ทั้งหลายมักเหนื่อยล้ากับเวลาที่วิ่งตามไล่
แต่ผมที่มีรากคลุมอาณาเขตกว้างใหญ่ มีร่มไม้ปกคลุมพื้นที่กว้างขวาง
แถมยังมีเปลือกที่แข็งปกป้องจากทุกสิ่ง
ผมที่สร้างมาจากสิ่งเหล่านี้ไม่เคยต้องหวาดกลัวกับสิ่งที่เรียกว่า “เวลา”
ผมรู้ว่าผมจะอยู่ต่อไปได้อีกนานแสนนาน
รู้อยู่แก่ใจว่าเวลาไม่มีอำนาจพอที่จะทำให้ผมกังวลได้ ทว่า...
ในตอนนี้ เวลามันกลับไล่หลังผม
ตลบหลังผมเงียบๆ กลืนกินหัวใจผมอย่างช้าๆ มันหยอกล้อผมเล่น
ให้โอกาสในการเขียนและบอกทุกสิ่งให้โลกรู้กับผม โดยผ่านร่างของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่สำหรับผมแล้วเธอช่างเป็นสิ่งเล็กน้อยเหมือนแมลงภู่ผึ้งหรือแมลงปอตัวยาวๆ
ผอมๆ จนผมสนุกรื่นเริงกับการได้รับโอกาสนี้
แต่แล้วเวลาก็หยอกผมเล่นจนหัวใจกระเทือน
ผมลืมไปว่า
สิ่งที่เวลาบรรจุมาในร่างของสาวน้อยคนนี้คืออะไร
มันสร้างอิสระสำหรับผมขึ้นมา
ยัดใส่ในร่างเธอ และส่งเธอมาหาผม จากนั้นมันก็ไล่หลังเธอ บีบคั้นเธอด้วยข้อจำกัดทางเวลา
ซึ่งนั่นถือว่าเป็นการบีบคั้นอิสรภาพของผมเช่นกัน
เพราะชีวิตที่ยืนนานที่ผ่านมานี้
ทำให้ผมตระหนักถึงคุณค่าของเวลาน้อยเกินไป
รสชาติของการถูกเวลาไล่หลังที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิตทำเอาคอผมฝาดเฝื่อนไปเหมือนกัน
ได้ยิน...เสียงของสภานักเรียนที่เอ่ยออกมากับตัวเองดุจจะเสียดายว่า
“ลาก่อนงานสภา...”
ได้ยิน...เสียงของนักเรียนม.6 ที่เอ่ยกันเพียงเบาๆ
ว่า
“ลาก่อน โรงเรียนสาธิต”
หัวใจไม้ของผมยามนี้มันช่างว่างเปล่า
ผมไม่รู้จะบอกลากับอะไร
กับเฌองดอย
กับคอลัมน์นี้
กับเธอคนตรงหน้าผมนี้
ผู้เดียวที่ได้ยินเสียงของผม
หรือ
กับอิสระทางการกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลกของผม
ผมไม่กล้าบอกลาอะไร
หัวใจมันว่างเหมือนกลัวว่าถ้าเอ่ยคำลาออกไปแล้ว
ทุกสิ่งทุกอย่างจะทิ้งผมไปเสียเดี๋ยวนั้น
เด็กคนนั้นยังคงถามผมอีกครั้ง
“พี่หูกวาง ครั้งสุดท้าย
พี่จะบ๊ายบายพวกเราก็ได้นะจ๊ะ”
สิ่งสุดท้ายที่ผมจะพูด
ควรจะเป็นอะไรกันนะ
ลาก่อนงั้นเหรอ?
ผมไม่อยากพูดคำนั้นเลย
ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า
มีอะไรอยากจะพูดเยอะแยะ
ผมอยากพูดทั้ง “ขอบคุณนะ
ที่ฟังเสียงของผมมาตลอด ขอบคุณที่อ่านงานเขียนของผม”
แล้วผมก็อยากพูดคำที่คนอื่นเขาพูดกันอย่าง
“สวัสดีปีใหม่นะครับ”
แล้วยังคำพูดอะไรอีกเยอะแยะ
ผมถอนหายใจอีกรอบ
และเหลือบมองต้นหูกวางอีกต้นที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล
คำพูดสุดท้าย...
“นี่”
ผมเรียกต้นหูกว้างต้นข้างๆ
“อะไร”
เธอถามกลับ
“ฉันรักเธอ”
จบกันแบบนี้แหละ
นึกอะไรไม่ออกก็รักนะ
อิอัญปลื้มมมมมม
เช่นคอมเมนต์
สำหรับวันนี้ สวัสดีก๊ะ