จดหมายจากผมถึงปลายฟ้า; รวมคำถามจากเด็กขี้สงสัย ส่งถึงผู้ใหญ่ที่เขาไม่รู้จัก

 

ฉบับที่ 2

            สวัสดีครับคุณ

            เท่าที่ผมเข้าใจคุณเป็นผู้ใหญ่แล้วใช่ไหมฮะ

                ถ้าคุณเป็นผู้ใหญ่ คุณก็ต้องเป็นเด็กมาก่อน ผมอยากจะถามว่าตอนที่คุณเป็นเด็ก คุณเคยถูกเรียกว่า Loser หรือ ไอ้ขี้แพ้ บ้างมั้ย

แล้วไอ้แว่น ไอ้สิว ไอ้ขี้ก้าง ไอ้โง่ หรือฉายาชั่วร้ายอื่นๆ ล่ะฮะ?

ไม่ต้องห่วงหรอกฮะ คุณไม่ได้กำลังได้รับจดหมายจากเด็กไม่ได้เรื่องที่ถูกแกล้งในโรงเรียนและกำลังจะเขียนจดหมายมาร้องไห้กับคุณ ผมทำได้ดีทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน อาจแปลกตรงที่เป็นเด็กขี้สงสัย แต่ก็รู้กติกาของสังคมดีว่าเมื่อไหร่ถามได้หรือไม่ได้ แถมเรื่องตีสองหน้าผมก็เก่งด้วย การโกหก การตีสองหน้า การทำตัวให้ได้เข้ากลุ่ม และการใจดีกับเด็กที่ถูกกันออกเพื่อให้เพื่อนๆ เห็นว่าเป็นคนดี ผมทำเป็นทั้งนั้นแหละ ใครๆ ก็บอกกันว่าผมจะทำได้ดีในสังคมเมื่อผมโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต พวกเขาไม่ได้พูดตรงๆ หรอก แต่ผมรู้ดีว่าเวลาที่พวกเขาลูบหัวผมแล้วบอกว่า “ดีแล้ว ดีมาก” น่ะมันหมายความว่า ไอ้หนู การตอแหลเก่งนี่มันดีนะ มันจะช่วยแกได้เยอะ รักษาความชั่วของแกต่อไป

น่าขำนะครับ แต่ช่างเถอะ ผมเห็นเป็นธรรมดาไปแล้ว

(ถึงจะคิดว่าไอ้การเห็นเรื่องพรรณอย่างนี้ว่าเป็นธรรมดานี่มันจะน่ารังเกียจไปหน่อย แต่ใครๆ เขาก็เห็นว่ามันธรรมดากันทั้งนั้นไม่ใช่รึ)

คุณคงคิดว่ามันน่าเศร้าที่เด็กประถมชั้นปีที่หกจะรู้เรื่องราวพวกนี้และตีสองหน้ากันในสังคมอย่างเป็นธรรมดา แต่ผมว่ามันน่าเศร้ากว่าอีกที่จะไม่รู้ และไม่รู้ไปจนกระทั่งเป็นเด็กมัธยม เด็กมหาลัย หรือเป็นผู้ใหญ่

สังคมของเรามันฟอนเฟะเกินกว่าจะแก้ และทำให้เด็กๆ ต้องเป็นแบบนั้น การรู้ย่อมดีกว่าไม่รู้ ถ้าผมจะพูดแบบนี้คุณคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันถูกอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

การที่ปรับตัวไม่ได้ และต้องถูกคนอื่นๆ เรียกแบบนั้นน่ะมันน่าเศร้าเสียยิ่งกว่าเสียอีก หลายครั้งที่ผมคิดสงสารพวกเด็กที่โดนแกล้งในชั้นเรียน แต่ก็เป็นความผิดของเขาเองที่ไม่สามารถทำตัวเองให้เข้มแข็งได้

การจะเข้มแข็งหรืออ่อนแอมันเป็นเรื่องที่ตัวเองเลือกทำเองทั้งนั้น หากจิตใจของพวกเขาไม่แข็งแกร่ง (หรือหยาบช้า) พอที่จะอยู่ในสังคมน้อยๆ อย่างโรงเรียนได้ เขาก็ต้องปรับปรุงตัว หรือไม่ก็เป็นไอ้ขี้แพ้ไปตลอดชีวิต

แต่ผมไม่เกลียดคนพวกนี้หรอกนะฮะ ผมสงสารพวกเค้าซะมากกว่า บางทีผมก็แอบช่วยพวกเขาบ้าง นอกจากจะทำให้ตัวผมเองรู้สึกสบายใจแล้ว ยังทำให้คนอื่นๆ มองว่าผมเป็นพ่อพระ (การช่วยคนอื่นเพื่อให้สถานภาพตัวเองดีนี่มันช่างน่าขยะแขยงจริงๆ เลย ฮ่าฮ่าฮ่า)

ที่ผมเกลียดจริงๆ คือคนที่เรียกพวกเขาแบบนั้นมากกว่า

เด็กพวกนี้มักเป็นหัวโจกในห้องเรียน พวกเขาเก่งเรื่องสังคม มีเพื่อนเยอะ และสามารถควบคุมทิศทางของกลุ่มได้ตามที่ต้องการ (พวกหันหัวไปตามทางที่คนชี้นำในประเทศของเรานี่มีมากจนน่าเศร้าเลยนะฮะ ผมขอหัวเราะดังๆ อีกที)

เร็วๆ นี้เด็กหัวโจกคนหนึ่งบอกกับคนอื่นๆ ว่า เมื่อไหร่ที่โตขึ้น เขาอยากจะเป็นผู้พิพากษา จะได้ตัดสินว่าใครถูกหรือผิด และเอาพวกคนชั่วเข้าไปอยู่ในคุกให้หมด

ผมได้ยินแล้วอยากจะถามจริงๆ ว่าไอ้แบบไหนบ้างที่เรียกว่าชั่ว ไอ้การตอหลดตอแหลหน้าด้านๆ แบบผมนี่ชั่วมั้ย หรือไอ้การแกล้งเด็กที่อ่อนแอกว่านี่มันชั่วรึเปล่า (ใครๆ อาจบอกว่าชั่ว แต่ไอ้การที่จ่าฝูงกัดตัวลูกฝูง มันก็เป็นเรื่องปกติมาตั้งแต่ระดับชั้นของหมาแล้วไม่ใช่หรือครับ และในสังคมเรา อะไรที่ “ปกติ” “ใครๆ เขาก็ทำกัน” “คนหมู่มากเห็นแบบนั้น” นี่เอาเข้าจริงมันก็ไม่ชั่วไม่ใช่เรอะ) หรือไอ้ที่ชั่วที่สุด ก็คือไอ้ขี้แพ้ที่ไม่ยอมปรับปรุงตัวเอง เอาแต่โทษว่าสังคมใจร้าย ไอ้การไม่พัฒนาตัวเองนี่มันชั่วมั้ย

แล้วเราจะพิพากษาได้ยังไงว่าใครควรเข้าไปอยู่ในคุกบ้าง

ผมพยายามคิดหาคำตอบของเรื่องนี้ จากนั้นผมก็พบความจริงที่น่าตกใจขึ้นมาหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ เราสามารถเป็นผู้พิพากษากันได้ตั้งแต่วันนี้ ทีนี้ เดี๋ยวนี้ และอันที่จริงเราก็เป็นกันมาตลอดด้วย

นศ.กฎหมายทุกคนคงร้องฮูเร่ได้เลย

ที่ผมพูดอย่างนั้น ก็เป็นเพราะผมเห็นว่า ถ้าเราจะจำกัดความหน้าที่ของผู้พิพากษากันอย่างง่ายๆ แล้วล่ะก็ มันก็คือการ “บอกว่าใครถูกใครผิด ใครดีใครชั่ว” นั่นเอง

แล้วทุกวันนี้เราทำอะไรกันอยู่ล่ะครับ

เราอ่านหนังสือพิมพ์ แล้วก็บอกว่านักการเมืองคนนี้ชั่ว คนร้ายจี้ชิงทรัพย์คนนี้เลว

จากนั้นก็บอกต่อว่า เพื่อนบ้านที่แอบเอาขยะเผาไม่ได้มาทิ้งในวันทิ้งขยะเผาได้นี่ช่างไม่รับผิดชอบต่อสังคมจริงๆ และลูกของคุณป้าคนนั้นเป็นเด็กดีนะ

พอไปโรงเรียนก็บอกว่า เด็กที่ขยันเรียนคนนั้นนี่ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ หรือ xxx คุงนี่ช่างเป็นคนไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย

ฉันจะเอาอย่างคนนั้น และไม่คบกับคนนี้แน่

ดาราคนนี้น่าชื่นชมจัง หรือนักร้องที่เป็นข่าวอื้อฉาวนี่ใช้ไม่ได้

พวกเราต่างก็ใช้เวลาส่วนหนึ่งของชีวิต ในการตัดสินว่าใครที่ ดี หรือ ชั่ว บ้าง

ผมว่าเราทุกคนต่างก็เป็นผู้พิพากษาคนที่อยู่รอบๆ ตัวเรานะครับ ผมคิดคำเท่ๆ ขึ้นมาคำหนึ่งสำหรับเรียกด้วย ผมเรียกพวกเราว่า “ผู้พิพากษาสังคม”

หลังจากคิดคำนี้ขึ้นมาได้แล้ว ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า คนที่บอกว่าตัวเองอยากจะเป็นผู้พิพากษานี่มันบ้าจริงๆ ในเมื่อพวกเราเป็นผู้พิพากษากันอยู่ทุกวันแล้ว

ผมคิดถูกหรือเปล่าครับ

                                                                                                ด้วยความจริงใจ

                                                                                                                ผม

 

ต่อจากเอนทรี่ที่แล้วเนื้อหาในฉบับนี้ไม่ได้มีคำถามอย่างชัดเจน อันที่จริงน้องเขาเขียนมาถามอะไรไร้สาระ แต่เนื้อหาที่เล่าๆ มา กลับทำให้เจ็บจึกมากกว่าตัวคำถาม (ผู้เขียนหวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะคะ)

ฉบับนี้เล่นใช้บรรยากาศแบบญี่ปุ่นเลย ทั้งชื่อ “คุง” หรือวันทิ้งขยะเผาได้ (ซึ่งจะเป็นระบบที่ไม่มีในประเทศไทยแน่นอน)

ยิ่งเขียนก็ยิ่งสนุกมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วค่ะ

นิสัยไม่ดีของเราคือเราเป็นพวกที่ช่างประชดประชัน และจดหมายของผมนี่ก็ตั้งใจให้ดูประชดประชันเอามากๆ หวังว่าจะไม่ก้าวร้าวเกินไปนะคะ มันเป็นแค่ฟิคชั่นน่ะ

เราไม่คิดว่าเรามีฝีมือในการเล่าเรื่องได้เคลียร์ หรือทำให้ใครจุกได้มากนัก อาจจะยังปูเรื่องไม่ค่อยเก่ง อธิบายอะไรๆ รีบไปหน่อยและยังทำได้ไม่ค่อยชัด พูดหลายประเด็นในบทความเดียว ซึ่งข้อเสียพวกนี้เราก็จะค่อยๆ ฝึกไปค่ะ ใครที่เห็นว่าเรามีข้อเสียอะไรอีกก็บอกเราได้นะคะ จะขอบคุณมากๆ เลย

แต่ถ้ามันทำให้คุณ จุก เจ็บ และจึก ได้จริง

เราก็ดีใจที่ได้ทำร้ายคุณค่ะ 555 (โดนตบกระเด็นออกนอกโลกไป)

 
 
 
------------
คงไม่อัพอันนี้ตลอดทุกเอนทรี่ คงแทรกด้วยอย่างอื่นบ้างค่ะ
 
ตอนนี้กำลังเขียนรีวิว เพราะเป็นวัยรุ่น จึงเจ็บปวด อยู่ เดี๋ยวถ้าเขียนเสร็จแล้วจะเอามาลง
 
อาจจะลงคืนนี้เลยก็ได้ ไม่รู้สิ
 
ยังไงก็พบกันเอนทรี่หน้านะคะ
 
 
ขอบคุณคนที่แวะมาอ่านค่ะ

Favourites